ประวัติศาสตร์ส่วนรวม
หากรักจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหนังไทย สองแหล่งขุมทรัพย์ซึ่งควรจะหาทางดั้นด้นไปให้จนได้ ก็หนีไม่พ้นคลองถมกับหอภาพยนตร์ อันดับแรกอย่างน้อยก็กระโดดขึ้นสารพัดรถไปได้ง่ายจัง อันดับสอง หากไม่เคยขึ้นรถแอร์สาย 515 วิ่งจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสุดสายหน้าหอภาพยนตร์ ซึ่งตั้งอยู่พุทธมนฑลสาย 5 ก็อาจจะรีบชิงยกธงขาวซะก่อน ในฐานะที่ข้าพเจ้าเริ่มจะ สนิทสนมกับรถแอร์สีส้มมาบ่อยเกินคาดสายนี้ ก็ต้องยอมรับว่าพลอยเริ่มคุ้นชินกับ โลเคชั่นอัน…คาดไม่ถึงของหอภาพยนตร์ไปด้วย ถึงแม้จะไม่เท่ห์ประมาณ Cinematheque Thailande ริมน้ำเจ้าพระยา แต่ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น มีตึกพิพิธภัณฑ์สร้างเลียนแบบโรงถ่าย ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ทาสีเหลืองอมส้มโดดเด่นท่ามกลางทิวทัศน์ ที่ล้อมสลับไปด้วยทุ่งโล่งกับโครงการก่อสร้างคอนโดสไตล์ไมอามี่ (ชอบกล) ที่ชอบที่สุดคือ เป็นสถานที่ทำงานที่เงียบดีแท้ เงียบอย่างนี้เหมาะกับงานเพ้อฝันอย่างการดูหนังและคุ้ยค้นของเก่าต่างๆ มากกว่าละแวกสิ้นอนาคตอย่างปทุมวัน ราชประสงค์
เวลาไปใช้ห้องสมุด ซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นเพียงตู้คอนเทนเน่อร์ขนาดเล็ก ปรับเป็นทั้งห้องทำงานของ บรรณารักษ์และห้องค้นคว้าดูหนังของผู้ใช้ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพลอยได้ยินเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ใช้บริการที่ติดต่อเข้ามาอยู่เรื่อยๆ สังเกตว่าโดยหลักๆ แล้วผู้ติดต่อ (ซึ่งฟังดูเหมือนว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกทีวีหรือโปรดักชั่นเฮ้าส์ต่างๆ) จะวิ่งเข้าหาหอภาพยนตร์เพื่อติดต่อขอใช้ฟุตเทจเพียงสองประเภทเป็นหลัก นั่นคือฟุตเทจ เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินและเชื้อพระวงศ์ กับเหตุ 14 ตุลา
สรรพสิ่งที่หอภาพยนตร์เก็บสะสมนั้นมีทั้งหนังเล่าเรื่อง หนังข่าว สารคดีประเภทต่างๆ หนังโฆษณาชวนเชื่อ หนังบ้าน และของเก่าต่างๆ ที่ควรจะกระตุ้นให้นักค้นคว้าวิ่งแจ้นไปขอดู เช่น บันทึกสัมภาษณ์ผู้กำกับ ดารา หรือนักพากย์ยุคก่อนมัลติเพล็กซ์ โปสเต้อร์หนัง นิตยสาร หนังสืองานศพของผู้คนในวงการ ฯลฯ ต้องยอมรับว่าตอนนี้ยังคงมีข้อจำกัดอยู่มากในด้านสถานที่ ทั้งในแง่ตัวตึกสำหรับเก็บอนุรักษ์ฟิล์มและสิ่งของอื่นๆ และการให้บริการอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าอีกหน่อยจะมีระบบแคตาล็อกคอมพิวเต้อร์ให้ผู้ใช้บริการค้นคว้าเอง ได้ ซึ่งก็น่าจะช่วยได้มาก สำหรับตอนนี้ก็ต้องใช้วิธีย้อนยุคกันไปพลางๆ ก่อน คือเปิดดูแคตาล็อกแบบเก่าเองบ้าง (อันเป็นหนังสือปกแข็งหลายเล่มที่ลงบัญชีภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีให้ดูทางดีวีดีกับวิดิโอเทป) เบียดเบียนบรรณารักษ์ให้ช่วยค้นฐานข้อมูลภายในจากเครื่องคอมพิวเต้อร์ของ เจ้าหน้าที่ให้หน่อย วันไหนเผอิญเจอคุณโดมก็ลองปรึกษาขอคำแนะนำดูเพราะจำสิ่งของในคลังได้เยอะ เป็นอันว่าโปรเจ็กต์ก็พอเดินหน้าไปได้ด้วยวิธีนี้
การติดต่อขอใช้บริการน่าจะสะดวกขึ้นอีกมากโขในอีกสองสามปีข้างหน้า เพราะหลังจากที่วิ่งเต้นมาเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดหอภาพยนตร์ก็ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนสถานะจาก หน่วยงานราชการเป็นองค์การมหาชน ฉะนั้นก็จะเริ่มมีความคล่องตัวมากขึ้นในทางปฏิบัติ และมีงบประมาณบริหารเพิ่มขึ้นด้วย (แต่ที่ยังคงต้องลุ้นกันต่อก็เรื่องของบสร้างตึก อนุรักษ์ภาพยนตร์และตึกใช้บริการ ตราบใดที่ยังไม่เรียบร้อยแล้วเสร็จตรงนี้ ก็ต้อง ‘อดกลั้น’ กันต่อไป)
ข้าพเจ้าตัดสินใจมุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเภทหนังบ้าน เพราะรู้สึกว่าแปลกดีที่หอภาพยนตร์มีหนังประเภทนี้อยู่เยอะ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นคอลเล็กชั่นโดดเด่นประจำสถาบันด้วยซ้ำไป เข้าใจว่าคงเป็นผลสำเร็จจากโครงการที่ทำต่อเนื่องมาอยู่หลายปีแล้ว คือประกาศเชิญชวนให้ผู้คนนำหนังบ้านไปบริจาค ให้หอภาพยนตร์เก็บรักษา แค่เพียงผ่านตาดูหัวข้อหนังบ้านในบัญชีสมุดปกแข็งก็พอจะเห็นภาพเลาๆ ว่า บรรดาหนังบ้านในคลังสะสมบอกอะไรเราได้ไม่น้อยทีเดียวเกี่ยวกับความ เปลี่ยนแปลงในชีวิต ประจำวันของผู้คนในสยามประเทศ (หรือกรุงเทพฯ เป็นหลัก?) โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เรื่อยมา
หัวข้ออันเป็นแม่บทก็ว่าได้ของหนังส่วนตัวหรือหนังบ้าน ก็หนีไม่พ้นบันทึกการท่องเที่ยวทัศนาจร บางแสนอาจกลายเป็นหาดบ้านๆ ไม่คู่ควรกับคำว่ารีสอร์ตหรือสปาสำหรับผู้คนแถวพาราก้อนมา ได้สักสองทศวรรษได้แล้ว แต่คลังหนังบ้านของหอภาพยนตร์นี้ก็กระตุ้นเตือนความทรงจำว่า กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่ค่อยนานมานี้เอง บางแสนเคยเป็นฉากหลังของภาพบันทึกเล่นน้ำลุยคลื่น ของกลุ่มคนที่เพิ่งจะเข้าถึงไลฟ์สไตล์เดินทางไปตากอากาศหน้าร้อน นั่นก็คือชนชั้นกลางใหม่แห่งยุคพัฒนา
นั่งไล่รายการบันทึกไปเรื่อยๆ ก็พลันจำได้ขึ้นมาเช่นกันว่า กาลครั้งหนึ่งสถานที่่ท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ติดอันดับท๊อปฮิตได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ปีนัง ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง ดูเหมือนว่าหนังบ้านที่ถ่ายทำจากการทัศนาจรในยุโรปอาจจะเพิ่งเริ่มเข้ามา ช่วงทศวรรษ 2520 ปลายๆ ที่น่าสนใจคือพวกหนังบ้านท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ น่าจะลองประมวลดูเหมือนกัน ว่าหนังกลุ่มประเภทนี้ที่หอภาพยนตร์ได้รับบริจาค ถ่ายทำกันช่วงปีไหนเป็นปีแรกๆ และสัมพันธ์อย่างไรกับการขยับเข้าหาจีนของผู้นำการเมืองช่วงปลายสงครามเย็น
หนังบ้านไม่ใช่หนังเล่าเรื่องเน้นพล็อต หากจะดูเพลินก็ต้องคอยจับตามองหารายละเอียดและใจเย็นๆ เข้าไว้ เพราะมักจะมีอะไรบางอย่างที่จู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาสะดุดตาแล้วเลือนหายไปโดยฉับพลัน อาจจะ ทิ้งไว้แต่เพียงความงุนงง หรือกระตุ้นเตือนความทรงจำส่วนตัวบางอย่างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว หนังเรื่องหนึ่งที่ทิ้งรายละเอียดลึกลับแบบนี้ให้กับข้าพเจ้า เป็นฟุตเทจถ่ายทำโดยชาวออสเตรเลียชื่อ Warren J. Parsons เคยทำงานในเหมืองในภูเก็ต หนังของเขาประกอบด้วยฟุตเทจบันทึกภาพต่างๆ ช่วงระหว่างปี 2478 ถึง 2484 มีภาพตัวเหมือง แรงงาน ซึ่งก็รวมถึงแรงงานเด็ก ภาพน้ำท่วมถนน เห็นรถยนต์คันใหญ่เบ้อเริ่มมีชาวยุโรปนั่งโดยสาร มีชายพื้นเมืองคนหนึ่งเดินแบกจักรยานลุยน้้ำอยู่ใกล้ๆ มีภาพบ้านช่องของคนผิวขาว ภาพห้องแถวทรงชิโนโปรตุกีสตั้งอยู่ข้างถนนดินโคลนเปียกแฉะ จู่ๆ ก็ตัดเข้าช็อตชาวยุโรปนั่งอยู่บนเรือเล็กลำหนึ่ง กล้องเผอิญแกว่งไปจับภาพเครื่องหมายสัญลักษณ์ สวัสดิกะตรงหัวเรือ ชวนให้สงสัยว่ามีประวัติอันใดซุกซ่อนอยู่ในภาพบันทึกบังเอิญนี้หรือเปล่า
มีหนังบ้านเรื่องหนึ่งที่โดนใจข้าพเจ้าอย่างไม่คิดไม่ฝัน เป็นหนังขาวดำถ่ายทำโดยคุณชวน ทรัพย์สุนทร เทปวิดิโอม้วนที่ได้ดูเริ่มต้นด้วยเครดิตไตเติ้ลลงปี 2529 แจ้งว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ่ายทำโดยคุณชวนเมื่อ 30-40 ก่อนหน้านั้น โดยการตัดต่อยังคงไว้ตามต้นฉบับฟิล์ม ถึงแม้วิดิโอก๊อบปี้จะไม่คมชัด แต่ก็พอดูออกว่าคุณชวนผู้นี้มีสายตานิ่งเนิบอย่างหาได้ยาก เหมือนเป็นพวกตากล้องที่โดยสัญชาติญานรู้ซึ้งถึงแก่นธาตุของเครื่องบันทึก เวลาที่ตน กำลังทดลองเล่นอยู่ บางฉากถ่ายบันทึกจากห้องแถวริมถนนย่านเยาวราช ตั้งกล้องจากฝั่งในบ้านเพื่อเก็บภาพบรรดาคนเดินถนน รถสามล้อ เคลื่อนผ่านหน้าเลนส์แล้วก็หายไป ตัดไปเป็นภาพโคลสอัพใบหน้าหนุ่มสาว คงจะเป็นเพื่อนฝูงหรือไม่ก็ครอบครัวของตากล้องเอง ไล่เรียงไปทีละคนอย่างอ่อนหวาน กล้องรอเวลาจับภาพรอยยิ้มที่กำลังจะผุดแย้มบนใบหน้าหนึ่ง บันทึกร่องรอยของเสียงหัวเราะที่เริ่มจะผุดขึ้นมาบนใบหน้าของอีกคน ใบหน้าซึ่งจดจ่อระหว่างความขัดเขินกับเสี้ยววินาทีที่กำลังจะก้าวกลายเป็น อื่น ชายผู้หนึ่งจุดบุหรี่ แล้ววางท่าดูดบุหรี่ ตัดไปที่หญิงสาวดัดผมทรงบ๊อบวางท่าดูดบุหรี่เช่นกัน แต่แล้วก็ขยับตัว หัวเราะ พลางพูดคุยกับตากล้องราวกับจะพยายามดับความขวยอายที่จู่ๆ ก็พวยพุ่งขึ้น เด็กน้อยคนหนึ่งในบ้านห้องแถวถีบจักรยานสามล้อคันจิ๋ววนเวียนเป็นวงกลมไป เรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด ตากล้องใจเย็นตั้งกล้องแช่นิ่ง บันทึกจังหวะภาพที่เข้าถึงการละเล่นในโลกของเด็กคนนั้น โลกมหัศจรรย์ของเด็กซึ่งมีแต่การเลียนแบบทำซ้ำ
การทำหนังทดลองในสยามเริ่มต้นขึ้นช่วงไหน? ใครเป็นนักทดลอง? งานประมวลประวัติ แวดวงหนังทดลองของไทย ซึ่งก็มีคนเคยเขียนอยู่เพียงสองสามบทความเป็นอย่างมาก มักจะปักหมุดว่านักริเริ่มบุกเบิกเพิ่งจะปรากฏตัวราวๆ ช่วงทศวรรษ 2510 ขนานไปกับการเปิดสอนหลักสูตรภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก แต่กว่าจะตื่นตัวกันจริงๆ ก็เมื่อได้อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลมาเป็นแรงกระเพื่อม แต่เมื่อได้ดูหนังบ้านของคุณชวน ทรัพย์สุนทร ข้าพเจ้าก็อดคิดไปไม่ได้ว่า อันที่จริงแล้วประวัติของหนังทดลองน่าจะสาวไปได้ไกลกว่า เรื่องเล่าสั้นกุดที่เรามีอยู่ตอนนี้ และอาจจะเก็บซ่อนอยู่ในกรุหนังบ้านฝุ่นจับเกรอะกรังเช่นนี้ก็ได้
ม้วนเทปวิดิโอหนังของคุณชวนที่ได้ดูเป็นบุญตานี้ไม่น่าจะนำไปฉายขึ้นจอ ใหญ่ได้ เพราะเป็นเทปบันทึกวิดิโอขณะฉายหนังจากฟิล์มอีกที คุณภาพจึงไม่ค่อยคมชัด หอภาพยนตร์ไม่ได้เป็นผู้เก็บรักษาตัวฟิล์ม (เข้าใจว่าคงเป็นฟิล์ม 16mm) ขั้นตอนต่อไปก็คงต้องพยายามติดต่อครอบครัวคุณชวนว่ายังมีฟิล์มอยู่หรือไม่ หากยังมีอยู่ ก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าสภาพเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าหากเป็นไปได้ข้าพเจ้าก็อยากจะนำหนังบ้าน โดดเด่นกินใจเรื่องนี้มาฉายโชว์ เผื่อจะกระตุ้นเตือนว่ากาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง แก้ววิเศษอันมีชื่อว่ากล้องถ่ายภาพยนตร์นั้น ได้ตกไปอยู่ในมือของคนธรรมดาทั่วไป และพวกเขาก็ได้ใช้มันบันทึกรายละเอียดชีวิตส่วนตัว
ด้วยความที่เลนส์กล้องสามารถเก็บบันทึกได้ทั้งภาพที่ผู้ถ่ายตั้งใจจะให้ เห็น ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่สายตาของเขามองข้ามไปในวินาทีที่กดปุ่มบันทึกภาพ หนังบ้านจึงสำคัญยิ่งนักต่อบ้านเมืองที่ ถึงเวลาร่างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองขึ้นมาใหม่ รายละเอียดบังเอิญในภาพเคลื่อนไหวน่าจะ กระตุ้นเตือนให้เราหันกลับไปมองประวัติศาสตร์ส่วนรวมกันใหม่อีกหน โดยไม่จำเป็นต้องจมอืดอยู่กับกองอารมณ์ถวิลหา แต่ก็คงต้องเตรียมทำใจไว้ล่วงหน้าด้วย แถบเซลลูลอย์ดไม่ใช่อนุสาวรีย์หินปูนที่จะอยู่ยงคงกระพันไปได้ตลอด ถึงแม้จะเป็นเครื่องบันทึกภาพมิติเวลาที่ทรงพลังที่สุดก็ตาม
อาดาดล อิงคะวณิช

