สามคำถามต่อโปรแกรมหลัก BEFF 5

21 January 2011 9:13 pm

คำถามโดยศาสตราจารย์ เบนเนดิก แอนเดอร์สัน
ตอบโดย อภิขาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ เดวิด เทย์
แปลโดย อาดาดล อิงคะวณิช

ศจ. เบนเนดิก แอนเดอร์สัน: ในฐานะชายชราที่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับหนังทดลองสักเท่าไหร่ แต่ผูกพันใกล้ชิด กับสยามมาเกือบ 40 ปีแล้ว ก็เป็นธรรมดาว่า ท่าทีของผมต่อหนังดีๆ ในโปรแกรมหลักของ BEFF จะออกไปใน ทางสงสัยใคร่รู้

คำถามแรก : คนทำหนังในโปรแกรมเหล่านี้เป็นใครกัน และพวกเขาทำหนังให้ใคร?

มีแต่ รอยไถแปร ของคุณอุรุพงศ์เท่านั้นที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าถ่ายทำในชนบท รองลงมาก็มีบางเรื่องที่ถ่ายทำในตัวเมืองซึ่งมีหน้าตานิรนาม แต่สำเนียงหรือภาษาที่ผู้คนที่นั่นใช้กลับสื่อให้คนดูรู้เองว่าภูมิประเทศที่ไปถ่ายทำคือ ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน ไม่มีหนังเรื่องไหนกล่าวถึงชนชั้นสูง คนยากไร้ กรรมกร หรือชาติพันธุ์กลุ่มน้อย ชื่อหนังเรื่อง Burmese Man Dancing ตั้งท่าว่าจะกล่าวถึง แรงงานผิดกฏหมายชาวพม่า แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นดังนั้น จากข้อสังเกตนี้ผมจึงอยากจะลองเดาว่าคนทำหนังส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ และนั่นคือขอบเขตประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา ถ้าผมเดาถูกก็อาจเป็นไปได้ว่า ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะสถาบันการศึกษาที่สอนให้คนหนุ่มสาวทำภาพยนตร์มีอยู่ แต่ในกรุงเทพเท่านั้น และมีในระดับมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ อาจสรุปรวบยอดเพิ่มเติมอีกด้วยว่าคนทำหนังส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อย เป็นนักศึกษาหรือว่าเพิ่งจบใหม่ๆ พวกเขาเรียนรู้และพัฒนาฝีมือด้วยการทำหนังสั้นทุนต่ำให้อาจารย์ดู หรือให้เพื่อนๆ ดูกันเอง

ควรจะเสริมด้วยว่าสถานภาพของนักศึกษาในสยามนั้นคล้ายๆกับอีกหลายประเทศในเอเชียแต่ไม่เหมือนกับยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น หรือเมริกาเหนือ ตรงที่นักศึกษาสยามเป็นอภิสิทธิ์ชนเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในรัศมีอำนาจที่โน่น เกือบจะไม่มีผู้ไม่รู้หนังสือหลงเหลืออยู่แล้ว คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เรียนจบมัธยมเป็นขั้นต่ำเพราะฉะนั้นช่องว่างระหว่าง นักศึกษากับคนหนุ่มสาวในรุ่นเดียวกันที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยจึงมีไม่มาก นักในทางกลับกันที่นี่สองมหาวิทยาลัยชั้นนำ คือจุฬากับธรรมศาสตร์แออัดไปด้วยลูกหลานของท่านผู้ใหญ่ผู้โตในแวดวงราชการ การเมือง หรือธุรกิจ ถ้าคุณไปท่าพระจันทร์ แล้วเดินเข้าเดินออกประตูธรรมศาสตร์ จะเห็นว่าด้านในมีแต่หนุ่มสาว แต่งตัวเข้าสมัย หน้าตาและสีผิวฟ้องว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ส่วนด้านนอก เต็มไปด้วยแรงงานหนุ่มสาว แต่งตัวไม่จี๊ด ผิวดำ เครื่องหน้าออก ‘ลาวๆ’ หากคุณลองไปเดินเข้าเดินออกอย่างนี้บ้างตรงประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย อ๊อกซ์ฟอร์ดหรือฮาร์วาร์ด จะไม่พบความแตกต่างราวฟ้ากับดินเหมือนกับที่นี่

และนี่อาจนำมาอธิบายอีกข้อสังเกตหนึ่งของผมได้ด้วย ผมรู้สึกว่าหนัง ‘การเมือง’ ในโปรแกรมหลัก 1.2 (สถานีสับราง/TrackChanges) ดูจะกลัวๆ กล้าๆ อิหลักอิเหลื่อกว่าหนังในโปรแกรม 1.1 กับ 1.3 หากชายหนุ่มหรือหญิงสาวคนไหนเกิดพ.ศ 2528 เขาคงมีเพียงความทรงจำเลือนลางในวัยเด็กต่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เท่านั้นเอง

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล : คิดว่าประเด็นแรกเลยคือทำให้ตัวเขาเองครับ คนทำหนังไม่มีพื้นที่โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาภาพยนตร์เองหลายเรื่องไม่อาจทำได้ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา หนังเหมือนกระดาษและ ปากกาของคนรุ่นนี้ เหมือนเป็นบันทึกส่วนตัว เป็น personal record หรือไดอารี่อีกประเด็นหนึ่งคือบางคนทำงานใน ระบบอุตสาหกรรม คือทำหนังใหญ่หรือทำโฆษณา แต่ผลงานนี้เขาสร้างโดยมีความเชื่อว่าเขาไม่มีข้อจำกัดหรือขึ้นกับกลไกทางการตลาด ต้องเข้าใจนะครับว่าเราก็ยังไม่มีโรงหนังที่ได้มาฉายกันเป็นกิจจะลักษณะสักที เทศกาลจึงเป็นหนึ่งในทางออกของหนังเหล่านี้ จะเรียกว่าเป็นสภากาแฟก็ได้ เป็นพื้นที่ที่มีเรื่องของ“คนธรรมดา”มากขึ้นซึ่งตรงนี้สำคัญมากเพราะประวัติ ภาพเคลื่อนไหวของเราไม่มีที่เป็นของคนธรรมดาบันทึกภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว สมัยก่อนก็ล้วนเป็นประวัติของเจ้า หากอยากจะศึกษาเรื่องราวของคนธรรมดาบ้างก็ต้องไปหาจากบันทึกของพวกหมอศาสนา ที่ได้บันทึกประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไว้บ้างจากผลงานที่เห็นผมมีความสุขมากที่ได้ดูหนังในโปรแกรมหลัก เพราะมันมีความหลากหลายมากขึ้น หากเทียบกับ BEFF ครั้งแรกๆ เมื่อสิบปีก่อน มันต่างกันมากๆ ช่วงที่จัดที่เกอเธ่และสมาคมฝรั่งเศส หนังที่ส่งเข้ามายังพูดเรื่องสังคมในวงกว้างสุดๆ เช่นประเด็นโสเภณี หรือความโดดเดี่ยวในการอยู่ในสังคมเมือง และเน้นกรุงเทพเป็นหลักด้วย ส่วนโปรแกรมหลักของ BEFF 5 นั้นมีความหลากหลายกว่าเยอะ มี 3-0 ของคุณอโนชาที่ให้เห็นโลกของกระฎุมพี อาจเป็นกระฏุมพีชั้นสูงด้วยซ้ำไป กระสอบ ของคุณนิติพงศ์ไปถ่ายที่บ้านของเขาที่สุรินทร์ รอยไถแปร ของคุณอุรุพงศ์ก็ถ่ายทอดบ้านเกิดของเขา หนังของคุณโอฬาร (Drive) เกี่ยวกับหนุ่มทำงานคาร์โกที่อยากเป็นนักบิน อธิบายคำว่าไทย (ของคุณประทีป) ถ่ายภาพชายชาวไทยโยนก วัฏคีตา(คุณธณัฐชัย) เป็นเรื่องของชายชราคนขับรถรับจ้าง ต้องยอมรับอีกอย่างว่ากรุงเทพเป็นศูนย์รวมของชนกลุ่มน้อยต่างๆ อยู่แล้ว เราจะเห็นได้จาก ภูเขาทอง (คุณวรรจธนภูมิ) หรือ Man with a Video Camera (คุณจักรวาล) หรือกลุ่มคนชายขอบที่สนามหลวงในเรื่อง เพลงชาติไทย (คุณชาย) หรือชายขอบในแบบของคุณธัญสก(มัชฌิมโลก)ในทำนองเดียวกันเทียบกับเมื่อสิบปี ก่อนความหลากหลายของคนที่ส่งหนังเข้ามาก็เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ที่สำคัญนอกจากจะเห็นงานจากคนกลุ่มใหม่แล้ว ก็ยังมีคนกลุ่มที่ส่งหนังเข้าร่วมเทศกาลหนังสั้นของคุณชลิดา เอื้อบำรุงจิต เมื่อหลายปีก่อน ทำหนังต่อเนื่องมาด้วย เช่นคุณณัฏฐ์ธร (The DuckEmpire Strikes Back) คุณไพสิฐ (หนีนรกโพธิ์พระยา 2526) หรือคุณธัญสกเอง

มีคน กล่าวว่าวิดิโอเป็น democratic medium หรือสื่อประชาธิปไตย แต่ผมเห็นว่าในไทยมันยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น เรายังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงอุปกรณ์ พื้นที่การฉาย รวมถึงปัญหาด้านเซ็นเซ่อร์แต่ถึงกระนั้นก็ควรจะตระหนักถึง ความสำคัญของลักษณะ unpolished ของหนังกลุ่มนี้ คือความตั้งใจที่จะแสดงความหยาบของสื่อ เช่นการตัดต่อ หรือเสียงไมโครโฟนที่ค่อนข้างต่างกับฮอลลีวูด เหมือนคนทำหนังกำลังสร้างศัพท์ใหม่ในรูปแบบของสื่อที่ตนเองถนัด ไม่เลียนแบบ เพื่อพยายามทำหนัง “เรียบร้อย” ความไม่เป็นมาตรฐานมันคือการแสดงออกบางอย่างนะครับ ในบริบทที่กว้างออกไป ปัจจุบันโรงเรียนตามต่างจังหวัดมีคอมพิวเตอร์กันมากมาย เด็กนักเรียนในอีกห้าปีสิบปีจะมีตรรกในการสื่อสารที่ต่างออกไปอีกจากครุ่น เรามีการแลกเปลี่ยนภาพเคลื่อนไหวกันมากขึ้นและคงจะสื่อสารกับสากลโลกด้วยวิธีนี้ เป็นหลักด้วย ครูเบนตั้งข้อสังเกตว่าหนังใน BEFF 5 ดูเหมือนยังถูกตัดขาดจากสังคมอยู่ ตรงนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น ภาระกิจสำคัญอย่างหนึ่งของเราช่วงนี้คือจะทำอย่างไรให้การทำและการฉายหนัง เหล่านี้แพร่ขยายมากขึ้น ทำอย่างไรให้สภากาแฟกว้างขึ้น ซึ่งวิธีหนึ่งก็คือนำหนังไปทัวร์ ประกอบกับการทำหนังส่วนตัวที่สะท้อนมุมมอง คนหลากพื้นเพ อย่างที่มูลนิธิหนังไทยกำลังทำอยู่คือสอนทำหนัง สอนการเล่าเรื่องด้วยภาพในต่างจังหวัดขอเล่าเสริมในจุดนี้ด้วยว่าตอนแรก กระทรวงวัฒนธรรมเองก็ตั้งใจจะทำโครงการศิลปะเพื่อชาวปักษ์ใต้บริเวณพื้นที่ สีแดง มีคนเสนอว่าลองสอนให้เขาทำหนังสิ ให้กล้อง สอนการตัดต่อ แต่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงกลับตอบในทำนองว่าถ้าพวกเขาทำหนังออกมาด่าพวกเรา ก็แย่สิ เพราะความคิดเขลาๆอย่างนี้ทำให้โครงการต้องพับไปแล้วเมื่อไรเราจะพร้อมที่จะ มีการสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา?

‘In The Night of Revolution’, Wathit Wattanasakonpan

ที่ครูเบนวิจารณ์ว่าหนังในโปรแกรมสองดูอิหลักอิเหลื่อ ผมขอตอบอย่างนี้แล้วกันนะครับ หนังทดลองในความคิดของผมคือหลายกรณีที่ผู้สร้างไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะตัวเองไม่เคยเห็น หรือไม่รู้ว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นมัน บ้านเรามีการพูดหรือวิเคราะห์เรื่องการเมืองน้อย เหมือนเราถูกโปรแกรมมาในสายเลือดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา หน้าที่ของเราคือ “รับใช้” ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หนังในโปรแกรมมันก็เป็นเหมือนที่ครูเบนพูด เหมือนกล้าๆ กลัวๆ ที่จะแตะเรื่องนี้ แต่ก็อยากจะพูด มันยากนะครับที่เราจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เราถูกปลูกฝังแต่เด็กว่านอกจากรับใช้แล้วเราควรต้องบูชาอย่าว่าแต่การทำหนัง สื่ออื่นในบ้านเรารวมทั้งการกระทำก็มีความกระมิดกระเมี้ยน เกรงใจและมีความกลัวในอำนาจมืด (และอำนาจ “สว่าง”) หรือว่านี่จะเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไปแล้วก็ไม่ทราบ ความอิหลักอิเหลื่อที่กำ้กึ่งระหว่างความน่าเอ็นดูกับน่ารำ คาญ มันแสดงให้เห็นว่าคนทำหนังยังมองว่าหนังเป็นสิ่งพิเศษ เป็นทางการ เขาไม่ใช้ภาษาเดียวกับตอนพูดในวงเหล้า ตอนพูดกับเพื่อนสนิท หรือกับการพูดกับตัวเอง ผมอยากเห็นการทำลายความสุภาพนี้ออกไปเมื่อเขาจับกล้อง อันที่จริงผมอยากถามคำถามนี้ต่อไปถึงคนดูด้วย นอกจากความอิหลักอิเหลื่อของตัวหนังเองแล้ว ความอิหลักอิเหลื่อในประสบการณ์การชมล่ะ มีไหม? คนดูรู้สึกอย่างไรต่อหนังในโปรแกรมนี้

เดวิด เทย์ : มหาวิทยาลัยนอกกรุงเทพที่เปิดหลักสูตรสอนผลิตวิดิโอมีแล้วครับ อย่างเช่น นเรศวร เชียงใหม่มหาสารคาม หรือ มหาวิทยาลัยราชฏัฎต่างๆ บางแห่งใช้คำสวยหรู น่าทึ่งอย่างส่งเสริม ‘นวัฒกรรม’ หรือ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ แต่ผมไม่แน่ใจว่าสถาบันศึกษากระตุ้นให้นักศึกษาตั้งคำถามกับแนวคิดพวกนี้ หรือเข้าใจประวัติความเป็นมา ของมันแค่ไหน เรากำลังจะนำโปรแกรม BEFF 5 ไปทัวร์ห้าจังหวัด ซึ่งตรงนี้น่าตื่นเต้นเพราะไม่รู้ว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร

คำถามของครูเบนเรื่องกลุ่มคนทำหนังที่มีส่วนร่วมใน BEFF นั้นเข้าเป้าครับ สถานศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรทำหนังไม่ได้อยู่ในกรุงเทพทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ตรงนี้ต้องยอมรับว่าBEFF 5 เองก็สะท้อน ปรากฏการณ์เดิมๆ คือการไม่กระจายตัวของทรัพยากรและโอกาสทางวัฒนธรรมถึงแม้ผมตั้งใจอยากให้ เทศกาลนี้แตกต่างออกไป แต่ก็ต้องยอมรับอีกเหมือนกันว่า หากสวมแว่นตาวิเคราะห์ทางด้านชนชั้นแล้ว มีหนังอยู่เพียงไม่กี่เรื่องในโปรแกรมหลักที่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าอยู่ข้างบนหรืออยู่ข้างล่าง แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ แค่เห็นกระฎุมพีเบนความสนใจไปหาอย่างอื่นนอกจากช้อปปิ้งเท่านี้ก็น่าดีใแล้ว และอีกอย่าง เราไม่ควรดูเบาความเปลี่ยนแปลงที่กำลังมากับเทคโนโลยี่ดิจิตอล ผมไม่อยากพูดชุ่ยๆว่ามันทำให้หนังกลายเป็น ‘สื่อประชาธิปไตย’ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี่ดิจิตอลอยู่ในมือของคนจำนวนมากอย่างที่เทคโนโลยี่อะนาลอกไม่เคยทำได้ ผมเดาว่าอัตราการเข้าถึงสื่อดิจิตอลกับการเข้าถึงประชาธิปไตยอยู่ในระดับ ใกล้เคียงกัน ผมไม่ได้กำลังเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนะครับ แต่หมายถึงกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากประชาธิปไตยในฐานะ ประชาชน (อย่างน้อยนั่นก็เป็นพันธะสัญญาของระบอบประชาธิปไตย) ตลอดจนคนที่มีความคุ้นเคยเข้าใจในประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยรวมถึงความ บกพร่องของมันด้วย

อีกแง่มุมหนึ่งคือเรื่องการบริโภค กรุงเทพน่าจะจัดอยู่อันดับต้นๆ ของโลกในด้านความหลากหลายของหนังหรือภาพเคลื่อนไหวที่ขายกันอยู่เกลื่อนกลาด แน่นอนส่วนใหญ่เป็นพวกแผ่นผี หาซื้อได้ทั้งหนังอาร์ตหนังอินดี้ หรือดีวีดีรวมพลหนังทดลองก็ยังพอมี (ปีที่แล้วผมซื้อดีวีดีหนังสารคดีเกี่ยวกับนักคิด เรื่อง เดอร์ริดาจากพัฒน์พงษ์ หมดไปแค่ร้อยเดียวเอง) เป็นที่รู้กันว่าแวดวง หนังอินดี้ในไทยนั้นตื่นตัวเอาการ แต่ทำไมโปรแกรมฉายหนังในโรงถึงช่างไม่น่า พิศมัยเอาซะเลย? การเซ็นเซ่อร์อาจเป็นปัญหาแรก แต่นั่นดูจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับโรคเซ็นเซ่อร์ตัวเอง ประกอบกับความหัวเก่าคร่ำครึของพวกสตูดิโอกับบริษัทจัดจำหน่ายหนัง นี่อาจตอบคำถามของครูเบนเรื่องคนดูได้ในบางส่วนด้วย คนทำหนังใน BEFF ส่วนใหญ่กำลังสื่อสารกันในวงแคบๆและตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏ หนทางแน่ชัดว่าพวกเขาจะตีวงออกไปให้กว้างกว่านี้ได้อย่างไร ช่วงหลังๆ มีการพูดคุยกันเยอะเรื่องทีวีสาธารณะ แต่ก็ยังไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร ให้เรารีบดีใจ จินตนากรรมเรื่องชาติหรือสังคมก็คงจะถูครอบงำต่อไป โดยทุนใหญ่กับทหาร ในสภาวะแบบนี้การมีพื้นที่เปิดอย่าง BEFF ยิ่งสำคัญ

ผมสะดุด ใจในสิ่งที่ครูเรียกว่าความอิหลักอิเหลื่อของโปรแกรมหนังการเมือง (1.2) เราอาจติดอยู่กับความหวังว่าผู้ที่เป็นอภิสิทธิ์ชน ทั้งในแง่ฐานะและการศึกษา จะมองทะลุกล้าทะลวงความหน้าไหว้หลังหลอกอันหล่อเลี้ยงวัฏจรรกการเมืองไทย นี่ยังไม่พูดถึงอาการขี้ลืมในโครงสร้างการเมืองซึ่งเป็นภัยต่อประวัติศาสตร์ ด้วย ในรั้วมหาวิทยาลัยไทยเรายังพอเห็นอยู่บ้างประปราย พวกนักศึกษาที่ตระหนักดีถึงภารกิจนี้ของพวกเขาแต่จากหนังหลายเรื่องที่ได้ดู ผมรู้สึกว่าคนทำหนังมองตัวเองในฐานะผู้ถูกกระทบหรือถูกกระทำจากความ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ใช่ผู้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ดูเหมือนชนชั้นนี้จะขาดไวยกรณ์สำหรับวิพากษ์วิจารณ์การเมืองด้วยท่วงท่ารุกราน และก็อย่างที่ครูเบนสังเกตเห็นพวกเขาขาดจิตสำนึกประวัติศาสตร์อันเป็นพื้นฐานที่จะทำอย่างนั้นได้

อาจพูดกว้างๆ ได้อีกด้วยด้วยว่า หากดูจากหนังใน BEFF แล้ว ก็ต้องสรุปว่า ความเจนจัดในภาษาหนังทดลองของพวกเขาก็ยังไม่ถึงที่ (จะมียกเว้นก็บางคนอย่าง คุณอุรุพงศ์ หรือคุณจักรวาล) ผมเดาว่าบางทีชนชั้นนี้อาจกำลังระบายความ อัดอั้นตันใจต่อสื่อมวลชน ด้วยการหยิบฉวยรูปแบบของสื่อและ รหัสภาษาสื่อที่พวกเขาใช้ได้อย่างแคล่วคล่องเป็นเลิศ อย่างคลิปมิวสิกวิดิโอ ทีวี เอ็มเอสเอน เมสเซนเจอร์ มาเป็นเครื่องมือเล่นบำบัดสื่อแบบทื่อๆขณะเดียวกันรูปแบบสื่อเหล่านี้ก็ เอื้อต่อการสื่อสารกับคนต่างชนชั้นด้วย ตัวอย่างของหนังแนวนี้คือ Bangkok Tanks ของคุณนวพล กับ 19.09.2549 ของคุณบพิตร (มีอีกเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมหลักด้วย Repeating Dramatic ของคุณอาภาพรรณ ปลั่งสิริสุนทร ที่นำคลิปละคร บ้านทรายทอง มาตัดใหม่ให้เล่นซ้ำไปซ้ำมาราวสำนึกคิดของคนเสียสติ) หนังพวกนี้อยู่ขั้วตรงข้ามกับหนังที่ออกแนวอาร์ตๆ เสาะแสวงความเป็นหนัง ชัดเจนในรูปแบบที่ตนตั้งใจจะเป็น อย่าง Man with a Video Camera (คุณจักรวาล) กระสอบ(คุณนิติพงศ์) รอยไถแปร (คุณอุรุพงศ์) หรือ มัชฌิมโลก (คุณธัญสก)

คำถามที่สอง : เป็นไปได้ไหมว่าหนังทดลองไทยมี ‘วัฒนธรรม’ ที่ซึมซับมาจากสถานที่การฉาย ได้รับอิทธิพลของสถานที่ฉายหนังมากทีเดียว?

ศจ. เบนเนดิก แอนเดอร์สัน: ผมใช้ชีวิตวัยเด็กในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในไอร์แลนด์ ที่นั่นการดูหนังเป็นการเข้าสังคมอย่างไม่ต้องสงสัยคนดูพร้อมใจกันโห่ฮา ผู้ร้าย เป่าปากแซวนางเอกร้องเตือนพระเอก พูดจากระแทกกระทั้นด่าจอเสียงดัง ลั่นหากรู้สึกเบื่อหรือรำคาญฉากใดฉากหนึ่ง ในสยามตอนนี้ก็ยังมีกลุ่มคนที่ดูหนังอย่างนี้หลงเหลืออยู่ คือดูด้วยจิตสำนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน ที่โรงพาต้าเป็นต้น แต่นี่ไม่ใช่วัฒนธรรมดูหนังในโรง มัลติเพล็กซ์ซึ่งเป็นสถานบันเทิงของชนชั้นกลาง ยิ่งเข้าดูหนังไปในแกลเลอรี่ ห้องสมุด หรือพิพิธภัณฑ์ ก็ยิ่งจะรู้สึกว่าอยู่กันคนละโลก สถานที่เหล่านั้นบังคับให้คนดูเงียบ ครุ่นคิด พินอบพิเทากับศิลปะหรือ วัฒนธรรมชั้นสูงที่วางอยู่เบื้องหน้าในบริบทนั้นหนังสั้นก็คือศิลปะมีลักษณะ แทบจะเหมือนกับศิลปะจัดวาง ผมสะดุดใจว่าหนังหลายๆ เรื่องที่ผมได้ดูช่วงเทศกาล BEFF นั้นมีลักษณะเย็นเยียบ เนิบนาบ และค่อนข้างเงียบ เรื่องเดียวที่ทำให้ผมอยากหัวเราะออกมาดังๆ อย่างปลอดโปร่งโล่งใจคือ จำเลยรัก ของคุณสัณห์ชัย เรื่องอื่นๆ ไม่ได้กระตุ้นให้ผมอยากร้องด่า ตะโกนเตือนหรือส่งเสียงเชียร์ผู้คนบนจอเลย ผมจึงเริ่มสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าอารมณ์เย็นๆของหนังในโปรแกรมนั้นอาจถูกกำหนดในตัวจากสถานที่ฉายหนังหรือเปล่า ผู้กำกับต่างก็ตระหนักว่าหนังของตนจะได้ไปฉายในสถานที่ที่เน้นการดูแบบไม่ยุ่งกับใคร ฉะนั้นอารมณ์ของหนังจึงเกี่ยวโยงกับบรรยากาศอันเงียบสงัดเดียวดายของสถานที่เหล่านั้นด้วย

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล: ผมคิดถึงหนังทดลองเหมือนเป็น internal monologue หรือการพูดคุยกับตัวเองหนังทดลองมักจะมีความเป็น ส่วนตัวสูงในเรื่องของสไตล์ ของความคิด จะเรียกว่าคนทำหนังหมกมุ่นกับตัวเองก็ว่าได้ ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกับ video installation หลายงาน (แต่ไม่ทุกงาน) มันเหมือนมีกำแพงกั้นระหว่างคนทำกับคนดู แต่ในตัวมันเองกำแพงดังกล่าวไม่ใช่สิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี หนังทดลองเป็นสื่อที่มีชีวิตของตัวมันเองมากกว่าที่จะเสาะแสวงหาคำตอบว่าจะ ให้คนดูเข้าถึงมันได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่ง หลายชิ้น มันมีความเป็นนามธรรมสูง ฉะนั้นประสบการณ์ของคนดู คือต้อง decode หรือไขกุญแจมันให้ออก ต้องใช้สมาธิในการดูมากเป็นพิเศษ เมื่อเป็นอย่างนั้นกิจกรรมด้านอื่นๆ ของคนดูแบบที่ครูเบนกล่าวถึงว่าเป็นจารีตการ ดูในโรงหนังสมัยหนึ่ง มันจึงลดลงเป็นธรรมชาติ จากที่วอกแวกวอแวคุยกันไปเคี้ยวเม็ดแตงโมหยับๆ ไป ก็ต้องหันมาตั้งใจใช้สายตาใช้สมาธิมากขึ้น

‘The Love Culprit’, Sanchai Chotirosserranee

ผมคิด อีกอย่างด้วยว่าเมื่อเราดูหนังที่มีรูปแบบการนำเสนอแบบที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้องการตัดต่อ หรืออื่นๆ เรารู้สึกสบายๆ ปล่อยตัวกับมันได้ โดยเฉพาะหนังฮอลลีวูดที่มีความตื่นเต้นในด้านภาพเสียงตัดต่อ กิจกรรมและ พลังงานมันอยู่บนจอ ความวุ่นวายอยู่บนจอ คนดูที่นั่งอยู่ และต้องนั่งตรึงอยู่กับเก้าอี้เท่านั้นด้วย ก็เป็นเหมือนปีศาจซอมบี้ที่สนุกไปกับหนังรูปแบบที่ตนคุ้นเคย (หรืออาจเป็นอย่างนี้แต่ในกลุ่มดูชนชั้นกลางที่ครูเบนว่าก็ได้) อาจจะเรียกว่า นี่เป็นสภาวะสมดุลของพลังงานในรูปแบบหนึ่ง ในทางกลับกันเวลาไปฉายหนังตาม แกลเลอรี่หรือพิพิธพันธ์ คนดูมีอิสระที่จะเดินไปเดินมาในห้องนั้นๆ ได้ ดังนั้นหนังที่ฉายก็เหมือนกลายเป็นผู้ดูคนที่เดินไปเดินมา มันมีการถ่ายโอน พลังงานซึ่งกันและกัน เหมือนสัตว์สองตัวมาประชันหน้ากัน เกิดสภาวะ แห่งการตีความการเดาใจกันขึ้น ใครเป็นเหยื่อใครเป็นคนล่า? ใครเป็นคน activeใครเป็นคน passive? เปรียบได้กับเวลาเราอยู่ในป่า เดินไปแล้วจิ้งหรีดหยุดร้อง ในสภาวะนี้คนดูจะครุ่นคิดผมคิดว่ามันมีความแตกต่างในแง่ของพลังงานระหว่าง สองสถานที่ฉาย

เดวิด เทย์: คำถามนี้ยากจัง! แต่ผมก็อยากเสริมต่อในประเด็นเปรียบเทียบหนังกับศิลปะตามแกลเลอรี่โดยเฉพาะ พวกศิลปะจัดวาง (จริงๆ แล้วนี่เป็น ‘บ้านเกิดเมืองนอน’ ของผมส่วนแวดวงหนังนั้นผมเข้าไปแบบนักท่องเที่ยวหน่อยๆ)แต่ผมว่าหากชุมชนหนังเมียงมองมาทางศิลปะร่วมสมัยบ้างก็อาจจะได้อะไรบางอย่างติดกลับไปด้วยมันน่าแปลกที่แกลเลอรี่กับโรงหนังต่างก็เอื้อต่อการดูชมอย่างสันโดดทั้งๆที่ โครงสร้าสถาปัตยกรรมของทั้งสองก็เกือบจะตรงข้ามกันแกลเลอรี่มักจะขาวสว่าง สะอาดตา เป็นทรงเหลี่ยมกล่องแข็งๆ ส่วนโรงหนังนั้นมืดสลัว นุ่มนิ่ม จนบางคนถึงกับบอกว่าเหมือนนอนขดอยู่ในมดลูก อย่างไรก็ดี ผมว่าแกลเลอรี่กับ โรงหนังกำลังก้าวไปคนละทิศทาง ศิลปะร่วมสมัยตอนนี้พยายามอย่างยิ่งที่จะลดระยะห่างจากคนดูหลีกเลี่ยง บรรยากาศเคร่งขรึมอันเป็น ภาพลักษณ์ที่ติดแนบแน่นมากับศิลปะชั้นสูง กลยุทธิ์อย่างหนึ่งของศิลปินคือนำผลงานออกไปสู่พื้นที่สาธารณะให้มันผสม กลมกลืนไปในชีวิตประจำวันของสังคม (เช่นงานของคุณสุรสีห์) หรือใช้วิธีเชิื้อเชิญผู้คนที่อยู่นอกแวดวงศิลปะให้เข้าไปในพิพิธพันฑ์ รวมถึงจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ปกติไม่จัดตรงนั้นให้มันมีอะไรมาขัด กับจังหวะเดิมๆ จารีตเดิมๆ ที่ปฏิบัติกันมาช้านานในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ (คุณฤกษ์ฤทธิ์) ทางออกอีกอย่างคือหันไปเล่นกับศิลปะชาวบ้าน (คุณนาวิน) อันที่จริงมีศิลปินไทยจำนวนไม่น้อยที่สากลโลกยกให้เป็นเซียนสร้างสรรค์ศิลปะสามแนวทางนี้ซึ่งมักเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม โดยถือว่าผู้ชมเป็นแรงสำคัญในการสร้างสรรค์งานหรืบรรยากาศของงานศิลปะแนวนี้ได้ก่อตัวเป็นกระแสสำคัญ ช่วงทศวรรษ 1990sผมเองก็โตมากับมัน ตัวผมเองหากจะสนทนากับงานศิลปะหรือหากจะกระทบกระเทียบเกะกะระรานมันก็คงไปทำอย่างนั้นในพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่ในโรงหนัง พี่ชายของผมเป็นคนแรกที่พาผมไปดูหนังในโรง นั่นก็ราวๆปี1980s ต้นๆ(ที่นครซิดนี่ย์) ตอนนั้นคนดูเงียบกันหมดแล้ว นั่งดูแบบสันโดด ทำตัวเรียบร้อยเป็นแล้วพูดตรงๆ นะครับ เราไม่ได้ตั้งใจที่จะจัดเทศกาลนี้ในเมกะเพล็กซ์ ถึงแม้จะเป็นหนี้บุญคุณโรงหนังที่ใจดีแบ่งจอมาให้เราก็ตาม มันคงน่าเสียดายหากวัฒนธรรมการดูหนังอย่างอึกทึกคึกคักจะไม่หวนกลับมาอีกแต่ ตราบใดที่ผู้สร้างยังคงเกียเซียะกับผู้จัดจำหน่ายในระบบทุนใหญ่ผูกขาดแบบนี้ ผมมองไม่ออกว่ามันจะกลับมาได้อย่างไร สถาปัตยกรรมของโรงหนังถูกกำหนดโดยเนื้อหากับสไตล์ของหนังกระแสหลัก บรรยากาศของโรงหนังก็เช่นกัน ถูกตีกรอบด้วยอารมณ์นำร่องของหนังกระแสหลัก นั่นก็คือมุ่งสร้างความดื่มด่ำเพลิดเพลินจนลืมตัว เทศกาลหนังส่วนใหญ่ก็โดนดึงเข้าไปอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ด้วยในปัจจุบัน ในช่วงที่โรงหนังเมกะเพล็กซ์เริ่มผงาดขึ้นมาครอบงำระบบโรงหนัง ทันทีที่เทศกาลหนังโอนอ่อนคล้อยตามระบบที่มุ่งแต่จะกระตุ้นให้เกิดความตื่น ตาตื่นใจแบบนี้ เหยื่อรายแรกที่ถูกกลืนกินก็คือความเป็นธรรมชาตินั่นเองผมเดาว่าคนทำหนังใน BEFF ส่วนใหญ่คงคาดคะเนว่าหนังของตนจะได้ฉาย ในสถานที่ที่ดูกันแบบเงียบๆ(ขณะเดียวกันก็คงจะนึกถึงการเอาหนังไป ลงหน้าเว็บด้วย อินเตอร์เนตไม่เหมาะกับหนังที่เน้นความเนี๊ยบของคุณภาพการผลิต และขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการดูแบบยิ่งเป็นส่วนตัว ยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก) คำถามที่ว่าบริบทการฉายแบบปัจเจกนิยมนี้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ในเนื้อหนังบ้าง หรือเปล่า ผมไม่มั่นใจว่าจะตอบได้ครับ งานเปิดตัวของ BEFF จัดที่แกลเลอรี่เว่อร์ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำในละแวกตลาด ส่วนหนึ่งของงานจัดบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย บรรยากาศเฮฮาทีเดียว เช่นเดียวกับโปรแกรมโรงหนังเคลื่อนที่ของคุณปรัชญา พิณทอง เขาต่อเครื่อง โปรเจ็กเตอร์เข้ากับจักรยาน บุกไปฉายหนังตามสถานที่สาธารณะต่างๆ (แถวเยาวราช) ทำตัวราวกับเป็นรถหนังขายยาที่เมื่อก่อนเคยเร่ไปฉายหนังตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วไทย แต่ถึงอย่างไรก็ยังห่างไกลอยู่ครับ ระยะทางระหว่างเรากับบรรยากาศงานวัด

คำถามที่สาม: อะไรหายไป?

ศจ. เบนเนดิก แอนเดอร์สัน: นี่เป็นคำถามประจำใจของครูที่สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยมานานนมอย่างผม นักศึกษาของผมส่วนใหญ่จะเรียนเก่ง ฉลาด และขยัน ให้อะไรไปอ่านเป็นการบ้าน ก็ขวนขวายอ่าน แล้วก็สามารถวิเคราะห์อธิบายเนื้อหาของงานเขียน นั้นได้อย่างสบายๆ ด้วย แต่หากผมถามพวกเขาว่า ‘อะไรหายไป?’ มีอะไรที่ไม่ปรากฏตัวในงานเขียนที่ให้ไปอ่าน นักศึกษาก็มักจะงุนงงเสมอ บางคนถึงกับหัวเสียด้วยซ้ำไป หลังจากที่ได้ดูหนังในโปรแกรมหลักนี้แล้ว ผมก็อยากลองถามคำถามนี้ดูบ้าง คำตอบน่าจะแตกแขนงออกไปได้ มากมายหลายทาง แต่ในที่นี้ผมอยากพูดถึงสองอย่างที่หายไป คือความรุนแรงกับเซ็กซ์ แน่นอนมีหนังบางเรื่องที่ใช้คำพูดรุนแรงหรือมีบรรยากาศรุนแรงคุกรุ่นเป็นนัยๆ โดยเฉพาะ หนีนรกโพธิ์พระยา 2526 ของคุณไพสิฐ กับ ข่าวกีฬา: พวกเหี้ยกำลังจะไป พวกสัมภเวสีกำลังจะมา ของคุณมานัสศักดิ์ แต่ที่หายไปคือ ‘ความรุนแรงจริงๆ’ ตรงนี้ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่สยามเป็นสังคมที่ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างรุนแรงเข้มข้น มีทั้งฆาตกรรม ข่มขืน เฆี่ยนตี และศาลเตี้ย ส่วนรัฐเองก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีกทั้งฆ่าตัดตอน อุ้มฆ่า ทารุณกรรม ตลอดจนกดขี่ข่มเหงประชาชนด้วยวิธีอื่นๆ อีกมากมาย เป็นไปได้ไหมว่าหนุ่มสาวที่เป็นคนทำหนังที่นี่ใช้ชีวิตอย่างอภิสิทธิ์ชนที่ ได้รับการปกป้องทะนุถนอม ไม่ค่อยต้องเจอกับความรุนแรงจริงๆ ด้วยตนเอง

ความเงียบงันเรื่องเซ็กซ์ดูจะยิ่งแปลกขึ้นไปอีก ผมพอจะเข้าใจได้หาก กองเซ็นเซ่อร์หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ จะจ้องเล่นงานหนังที่มีความรุนแรงอย่างหนักหน่วงเป็นพิเศษ แต่หนังเซ็กซ์น่าจะมีพื้นที่ให้พลิ้วไหวได้มากกว่านั้น ผมไม่ได้ใช้คำว่า ‘เซ็กซ์’ แบบนิยามหนังโป๊นะครับ เซ็กซ์ในที่นี้กล่าวถึง หนังที่เปี่ยมด้วยกระแสแห่งความรัญจวน หนังที่แสดงออกเต็มตัวว่ากามารมณ์ ซึ่งยั่วยุได้ทั้งความใคร่และความขยะขแยงนั้น เป็นความจริงขั้นพื้นฐานของสังคม ผู้อ่านบางคนอาจจะทักท้วงว่าแล้ว มัชฌิมโลก/Middle Earth ของคุณธัญสกล่ะ ทั้งเรื่องมีแต่ชายเปลือยกายสองคนตอนจบอวัยวะเพศของคนหนึ่งแข็งตัวด้วย ผมชอบหนังเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมชอบหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณธัญสกที่เคยดู แต่สาเหตุที่ชอบเรื่องนี้ผิดแปลกไป ผมชอบรูปแบบสวยๆ ของหนัง มันช่างเย็นเยียบ เงียบเชียบ และห่างไกล เหมือนมองดูรูปปั้น หรือร่างไร้วิญญาณสองศพในโรงพยาบาล (ร่างหนึ่งโพสท่าราวกับเป็นนักปฏิวัติมารัตในภาพที่ฌาค หลุยส์ เดวิด วาดอีกต่างหาก) ฉากอวัยวะเพศแข็งตัวกลับอ่อนพลังอิโรติก ชายสองคนนั่งติดกัน ไม่มองหน้ากันเหมือนเป็นผู้ต้องสงสัยนั่งเรียงแถว อยู่ในสถานีตำรวจ อวัยวะที่กระตุกตัวตื่นขึ้นก็เหมือนเพียงแต่จะบอกว่า ‘ผมยังไม่ตายครับ’ เท่านั้นเอง

‘Man with a Video Camera’, Jakrawal Niltumrong

ก่อนจบ ผมอยากกล่าวถึงบริบทที่กว้างออกไปของคำถามนี้ ในหลายประเทศหนังทดลองเป็นเครื่องมือที่เลือกใช้โดยคนทำหนังเกย์ เลสเบี้ยน หรือกระเทยแปลงเพศ เนื่องจากพวกเขาถูกกีดกัน ถูกทำให้หายไปหรือถูกหลอกใช้ในหนังทำเงินกระแสหลัก ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการกีดกันเพศที่สามในแวดวงนี้ใน สยามดูจะลดน้อยถอยลง รักแห่งสยาม ประสบความสำเร็จทางรายได้อย่างมโหฬาร แบบที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ช่วงค.ศ 1990s ผมคิดว่าเป็นที่รู้กันทั่วไปว่านักทำหนังทดลองหรือหนังสั้นในสยามนั้น มีหลายคนเป็นเกย์ เลสเบี้ยนหรือแปลงเพศก็มี แต่ทำไม ‘ชนกลุ่มน้อยทางเพศสภาพหรือทางเพศ’ เหล่านี้จึงแทบจะไม่ปรากฏในโปรแกรมหลักของ BEFF เลย? ที่ออกจะพิศดารยิ่งกว่าก็คือเรื่องเดียวที่ผมหา พวกเขาพบคือ จำเลยรัก ซึ่งดูเผินๆคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเรื่องรักใคร่ ขัดขืนของหญิงสาวคนหนึ่งต่อหนุ่ม แต่ปรากฏว่าหนังกลับเปี่ยมไปด้วยจริตผกผัน เซ็กซี่ สะดิ้งอย่างร้ายกาจ คนอื่นๆ อาจจะถามว่า ‘อ้าว แล้ว Observation of the Monument ที่คุณไมเคิลโบ๊ะหน้าหนีบขาเลียนท่าสตรีผู้สูงศักด์ินั่นเล่า?’ อนิจจา ไม่มีพลังอิโรติกในหนังอุณหภูมิเย็นยะเยือกเรื่องนี้ ที่หมายมาดจะเสียดสีการเมือง สำหรับคำถามสุดท้ายนี้ผมไม่มีคำตอบอะไรมาลองเสนอครับ มีแค่ความงุนงงสงสัยเท่านั้นเอง

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล : เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์กับครูเบนว่าเซ็กซ์กับความรุนแรงในหนังคงยังเป็นสิ่ง ต้องห้ามในสังคมไทย ทั้งๆที่เหตุการณ์จริงมันพบได้ในบ้านเรา เซ็กซ์กับความรุนแรงในรูปแบบที่เราเห็นอยู่แล้วเป็นประจำ โดยเฉพาะตามละครหลังข่าวหรือหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คือความรุนแรงทางอารมณ์หรือร่างกาย ซึ่งบางครั้งการไม่เห็นเลือดนี่ มันน่ากลัวหรือส่งผลมากกว่าด้วยซ้ำไป โดยส่วนตัวผมพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ นอกจากมันจะสามารถ บอกอะไรบางอย่างได้ อย่างเช่นฉากเซ็กซ์ในเรื่อง สุดเสน่หา เป็นต้นอันที่จริงความรุงแรงมันมีแพร่หลายมากในหนังไทย แต่มันไม่ได้กล่าวถึงความรุนแรงทางการเมืองหนังกระแสหลักมักจะเน้นความรุนแรงด้านร่างกายเช่นหนัง สยองขวัญต่างๆ หรือแม้แต่สุริโยทัย บางระจัน ก็เป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าคนทำหนังทดลองรุ่นใหม่อาจจะมีความเอือมระอาที่จะเสนอภาพความรุนแรง แบบเดียวกับหนังพวกนั้น หรือไม่พวกเขาก็พยายามที่จะหาทางสื่อสารในประเด็นนี้อยู่ และหากจะพูดถึงการเสนอภาพความรุนแรงทางการเมือง ก็อย่าลืมว่าความรุนแรงเก๊ๆ (ที่จัดฉากสร้างขึ้น) กับความรุนแรงจริงๆ มันต่างกันและที่สำคัญเรายังไม่ค่อยมีทรัพยากรที่จะพูดถึงอย่างหลัง เช่นจะหาฟุตเตจต่างๆ จากไหน จะใช้มันอย่างไร มีคนทำหนังทดลองที่พยายามพูดถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เหมือนกัน เช่นการใช้ฟุตเตจตากใบในงาน installation ของ 4 ศิลปินคือ คุณพิมพกา จักรวาล อัคริศเฉลิม กับโคอิชิ ที่ไปแสดงที่เนเธอร์แลนด์ ชื่อ Black Air ซึ่งเป็นห้องมืดกว้างและมีปุ่มนับร้อยห้อยเรียงรายมาจากเพดาน เมื่อผู้ชมกดปุ่มจะมีคลิปภาพของเหตุการณ์ที่ตากใบขึ้น มาชั่ววูบตามผนังรอบๆเหมือนภาพหลอน คลิป random ต้องห้ามเหล่านี้ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือหลายเครื่องของผู้ร่วมเหตุการณ์ในวัน นั้นที่แสดงความป่าเถื่อนของทหารในการสลายม๊อบผู้ประท้วงมุสลิมทีทำให้เกิด การเสียชีวิต 78 ศพ แต่งานจำพวกนี้ก็นับเป็นส่วนน้อย เรายังต้องการความกล้าอีกเยอะที่จะพูดถึงความจริงตรงนี้ และพูดถึงความรุนแรงจริงๆ ที่รัฐพยายามสร้างภาพว่ามันไม่มีอยู่ เช่นเรื่องโสเภณีหรือความรุนแรงทางชาติพันธุ์ ในขณะที่เรากำลังโศกเศร้ากับการตายของครูจูหลิง (ซึ่งหลายคนถือว่าเป็น “พวกเรา” ที่ไปอยู่ในพื้นที่ของ “พวกเขา” หรือ “พวกมัน”) แต่มีใครให้ความสนใจบ้างกับการสังหารหมู่ของกลุ่มเด็กวัยรุ่นมุสลิม หรือการถูกเผาทั้งเป็นของแรงงานพม่า เป็นธรรมดาที่ democratic medium นี้จะพัฒนาช้าในบรรยากาศที่ไม่ democraticที่เราอยู่กับมันซะจนชินชา

เดวิด เทย์: แปลกจริงๆ ด้วยที่เซ็กซ์กับความรุนแรงหายไป ตรงกันข้ามกับพวกหนังทำเงิน ซึ่งทำให้ผมคิดไปว่าคนทำหนังอาจตั้งใจต่อต้านการสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจ ของหนังเมนสตรีมผ่านทั้งสองสิ่งนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามอยู่ห่างๆ มัน ทั้งๆ ที่ทราบดีว่า BEFF เป็นเทศกาลที่เปิดกว้าง มีพื้นที่สำหรับงานซึ่ง กล้าที่จะล้ำเส้นศีลธรรมดีงามของสังคม

ผมขอคารวะสายตาอันช่างสอดส่องเสาะหาสิ่งที่หายไปของครูเบนครับ! จุดเริ่มต้นของครูคือคำถามที่ว่ากลุ่มคนพวกไหนที่หายไป (คนรวย คนจน คนในเครื่องแบบ ชาติพันธุ์กลุ่มน้อย) สำหรับผม อีกกลุ่มหนึ่งที่หายไปคือตัวตนของ คนทำหนัง มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในหนัง คือคุณไมเคิล กับคุณวาทิตคอหนังอาจทักท้วงว่าไม่ยักกะแปลกตรงไหน แต่หากมองจากมุมมองของนักประวัติศาสตร์ศิลปะแล้วนับว่าแปลกมาก เพราะในพื้นที่นั้น ศิลปินได้เอาตัวเองไปอยู่หน้ากล้องตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่หยิบยืมเทคโนโลยี่วิดิโอมาใช้แล้ว

ตอนครูเบนถามทำถามนี้ ผมก็เลยนึกถามต่อยอดไปด้วยว่า แล้วมันมีอะไรอยู่ในเฟรม มีใครหลงเหลืออยู่ในเฟรม? ช่วงที่ผมคัดเลือกหนังไทยที่ส่งเข้ามาให้ BEFF 5 พิจารณา สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมพิศวงมากคือหนังหลายต่อหลายเรื่อง แทบจะไม่มีตัวตน ‘คนธรรมดา’ ซึ่งระบบการเมืองสร้างขึ้นมาเลย เราเกือบไม่เห็นผู้ใหญ่ หรือชนชั้นกลางชาวไทย (หรือชาวไทยเชื้อสายจีน) ที่อาศัยในเมือง อยู่ในเฟรม ทั้งๆ ที่หนังหลายเรื่องก็วางตัวเป็นหนังการเมือง (ข้อยกเว้นตรงนี้ได้แก่ เพลงชาติไทย ของคุณชาย กับฉากผู้ประท้วงตอนจบใน 3-0ของคุณอโนชา) แต่ที่เห็นอยู่เต็มไปหมดคือพวกตัวละคร ‘นอมินี’ ซึ่งสงสัยว่ากำลังทำหน้าที่อะไร บางอย่างแทนพระเอกนางเอกตัวจริงในละครการเมืองไทย มีตั้งแต่คนแก่ เด็ก นักศึกษา ลูกหมา เป็ดยาง (!) แม้แต่พระ (ประเด็นนี้โยงเข้าได้แน่นอนกับคอนเซปต์ ความเป็นอื่นของมิเชล ฟูโกลต์ แต่ที่ผมว่าน่าสนใจกว่านั้นคือนิยามความแตกต่าง ระหว่าง homogenous กับ heterogenous ของจอร์จ บาทายล์ อย่างแรกกล่าวถึง ผู้ที่เป็นกำลังผลิตอย่างหลังกล่าวถึงผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้จากผลผลิตส่วนเกินของสังคม) มองจากแง่มุมนี้แล้วยิ่งต้องยอมรับว่าแปลกมากที่เกือบจะไม่มีพวกรักร่วมเพศ อยู่บนจอเลยผมอยากลองตีความว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการสร้างฝัน เหมือนเป็นกระบวนการผลักความหวังความต้องการบางอย่างให้ไปเข้าร่างทรงเพื่อ ที่จะเก็บรักษามันไว้จาประชาชนคนธรรมดากลับกลายเป็นเด็กเล็ก (หรือรูปแบบตัวตน เป็นอื่น ที่เป็นอย่างอื่น) จากเวลางานกลายเป็นเวลาเล่นและเวลาพักผ่อน จากการเมืองการปกครองกลายเป็นชีวิตประจำวัน


Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.